การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ประวัติ
การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยเกิดขึ้นโดยพระดำริของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ใน พ.ศ. 2467 ได้มีการจัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรมรถไฟ เชิงสะพานนพวงศ์ ต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม งานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคมด้วย
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2492 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นควรปรับปรุงหน่วยงานท่องเที่ยวขึ้นใหม่ จึงได้มีมติให้กรมโฆษณา การยกร่างโครงการปรับปรุงหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2492 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมโฆษณาการพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยว กรมโฆษณาการได้ทำความตกลงกับกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ขอโอนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว จากกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมมาอยู่กับกรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรี และให้เรียกส่วนงานนี้ว่า สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว
ต่อมากรมโฆษณาการได้พิจารณาเห็นว่ากิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวกำลังตื่นตัวในประเทศไทยมาก จึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีฐานะเทียบเท่ากอง เรียกว่า สำนักงานท่องเที่ยว โดยพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมโฆษณาการในสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2493
ใน พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด "สำนักงานท่องเที่ยว" ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีชื่อย่อว่าอ.ส.ท. โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502[2]
องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 นั้น มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และ การส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 จัดตั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขึ้น มีชื่อย่อว่า ททท.
ที่ตั้งและสำนักงาน
สำนักงานใหญ่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) 1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2250 5500 โทรสาร 0 2250 5511
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังมีสำนักงานสาขาตามจังหวัดต่างๆ และสำนักงานสาขาในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันสาขาในประเทศไทยแบ่งหน่วยงานรับผิดชอบดังนี้
ภาคเหนือ
สำนักงานเชียงใหม่ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน)
สำนักงานเชียงราย (เชียงราย พะเยา)
สำนักงานแม่ฮ่องสอน (แม่ฮ่องสอน)
สำนักงานตาก (ตาก)
สำนักงานแพร่ (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ )
สำนักงานพิษณุโลก (พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร)
สำนักงานสุโขทัย (สุโขทัย กำแพงเพชร)
สำนักงานอุทัยธานี (อุทัยธานี นครสวรรค์)
ภาคกลาง
สำนักงานกาญจนบุรี (กาญจนบุรี)
สำนักงานกรุงเทพฯ (สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นนทบุรี ปทุมธานี)
สำนักงานเพชรบุรี (เพชรบุรี ราชบุรี)
สำนักงานพัทยา (ชลบุรี)
สำนักงานระยอง (จันทบุรี ระยอง )
สำนักงานตราด (ตราด)
สำนักงานพระนครศรีอยุธยา (พระนครศรีอยุธยา)
สำนักงานลพบุรี (ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี)
สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)
สำนักงานสุพรรณบุรี (สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท)
สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ (ประจวบคีรีขันธ์)
สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำนักงานนครราชสีมา (ชัยภูมิ นครราชสีมา)
สำนักงานอุบลราชธานี (ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี)
สำนักงานขอนแก่น (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์)
สำนักงานนครพนม (นครพนม มุกดาหาร สกลนคร)
สำนักงานอุดรธานี (หนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ)
สำนักงานเลย (เลย หนองบัวลำภู)
สำนักงานสุรินทร์ (สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ)
ภาคใต้
สำนักงานหาดใหญ่ (สงขลา พัทลุง)
สำนักงานนครศรีธรรมราช (นครศรีธรรมราช)
สำนักงานนราธิวาส (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา)
สำนักงานภูเก็ต (ภูเก็ต)
สำนักงานสุราษฎร์ธานี (สุราษฎร์ธานี)
สำนักงานตรัง (ตรัง สตูล)
สำนักงานกระบี่ (กระบี่ พังงา)
สำนักงานชุมพร (ชุมพร ระนอง)